มหาวิทยาลัยมหิดล

ประวัติความเป็นมา

มหาวิทยาลัยมหิดลในปัจจุบัน

มหาวิทยาลัยมหิดลในปัจจุบัน
ปัจจุบันมหาวิทยาลัยมหิดล มีส่วนงาน หน่วยงาน และกลุ่มภารกิจในสังกัด1 ประกอบด้วย สำนักงานสภามหาวิทยาลัย , สำนักงานอธิการบดี , วิทยาเขตกาญจนบุรี, บัณฑิตวิทยาลัย , หอสมุดและคลังความรู้ , คณะ 16 คณะ , สถาบัน 7 สถาบัน, วิทยาลัย 6 วิทยาลัย ศูนย์ 10 ศูนย์ , กองงานในสำนักงานอธิการบดี 12 กองงานและโครงการจัดตั้งวิทยาเขต 2 โครงการ นอกจากนี้ยังมีสถาบันสมทบอีก 20 แห่ง
ที่ตั้งของมหาวิทยาลัยมหิดลซึ่งที่ตั้งส่วนงานต่างๆ ของมหาวิทยาลัยมหิดลนั้น อยู่ในพื้นที่ที่หลากหลายทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยมีการกำหนดชื่อของที่ตั้งมหาวิทยาลัยมหิดลในพื้นที่ต่างๆ ดังนี้

มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา มีที่ตั้งศูนย์กลางอยู่ ณ ที่ดินพระราชทาน2 ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม มีเนื้อที่ประมาณ 1,240 ไร่ เป็นที่ตั้งของ

สำนักงานสภามหาวิทยาลัย
สำนักงานอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ซึ่งเป็นที่ตั้งของหน่วยงาน ดังนี้
กองกฏหมาย
กองกายภาพและสิ่งแวดล้อม
กองกิจการนักศึกษา
กองคลัง
กองทรัพยากรบุคคล
กองเทคโนโลยีสารสนเทศ
กองบริหารการศึกษา
กองบริหารงานทั่วไป
กองบริหารงานวิจัย
กองแผนงาน
กองพัฒนาคุณภาพ
กองวิเทศสัมพันธ์
ศูนย์บริหารจัดการความเสี่ยง
ศูนย์บริหารทรัพย์สินทางปัญญา
ศูนย์บริหารสินทรัพย์
ศูนย์พัฒนาปัญญาคม
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี
ศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม
โครงการจัดตั้งวิทยาเขตอำนาจเจริญ
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
คณะวิทยาศาสตร์ ศาลายา
คณะวิศวกรรมศาสตร์
คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ โดยส่วนหนึ่งของพื้นที่เป็นที่ตั้งของหน่วยงาน คือ
ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา
คณะเทคนิคการแพทย์
คณะสัตวแพทยศาสตร์
คณะศิลปศาสตร์
คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
คณะกายภาพบำบัด
สถาบันวิจัยประชากรและสังคม
สถาบันโภชนาการ
สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว
สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย
สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน
สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล
สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้
วิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา
วิทยาลัยนานาชาติ
วิทยาลัยดุริยางคศิลป์
วิทยาลัยราชสุดา
วิทยาลัยศาสนศึกษา
บัณฑิตวิทยาลัย
หอสมุดและคลังความรู้
ศูนย์สัตว์ทดลองแห่งชาติ
มหาวิทยาลัยมหิดล กรุงเทพมหานคร มีที่ตั้งบริเวณต่างๆ ดังต่อไปนี้

1. มหาวิทยาลัยมหิดล บางกอกน้อย ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 2 ถนนพรานนก แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่ประมาณ 123 ไร่ เป็นที่ตั้งของ
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
คณะพยาบาลศาสตร์
คณะเทคนิคการแพทย์
2. มหาวิทยาลัยมหิดล พญาไท กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่โดยรวม 3 บริเวณประมาณ 198 ไร่ เป็นที่ตั้งของ
สำนักงานอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กรุงเทพมหานคร
คณะวิทยาศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้
ศูนย์ตรวจสอบสารต้องห้ามในนักกีฬา
คณะสาธารณสุขศาสตร์
คณะเวชศาสตร์เขตร้อน
คณะทันตแพทยศาสตร์
คณะเภสัชศาสตร์
3. วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล มีพื้นที่ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 69 ถนนวิภาวดีรังสิต เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร
มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี เป็นที่ตั้งของวิทยาเขตกาญจนบุรี โดยมีพื้นที่โดยรวมประมาณ 4,000 ไร่ ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 199 หมู่ 9 หมู่บ้านไตรรัตน์ ตำบลลุ่มสุ่ม อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรีมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตนครสวรรค์ เป็นที่ตั้งของโครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ มีพื้นที่โดยรวมประมาณ 1,009 ไร่ ตั้งอยู่ ณ ตำบลเขาทอง อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการดำเนินการก่อสร้างจึงมีสำนักงานชั่วคราวอยู่ ณ ที่ตั้งเดิมตำบลบึงเสนาท อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์

มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตอำนาจเจริญ เป็นที่ตั้งของโครงการจัดตั้งวิทยาเขตอำนาจเจริญ มีพื้นที่โดยรวมประมาณ 50 ไร่ ตั้งอยู่ ณ ตำบลบุ้ง อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการดำเนินก่อสร้างโครงการดังกล่าว

รายนามสถาบันสมทบของมหาวิทยาลัยมหิดล3

1. วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า รับเข้าเป็นสถาบันสมทบเมื่อ พ.ศ.2518 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เป็นสถาบันพี่เลี้ยง
2. วิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล รับเข้าเป็นสถาบันสมทบเมื่อ พ.ศ. 2536 คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นสถาบันพี่เลี้ยง
3. สถาบันพระบรมราชชนก ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา รับเข้าเป็นสถาบันสมทบเมื่อ พ.ศ. 2540 คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นสถาบันพี่เลี้ยง
4. สถาบันพระบรมราชชนก ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช รับเข้าเป็นสถาบันสมทบเมื่อ พ.ศ. 2541 คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นสถาบันพี่เลี้ยง
5. สถาบันพระบรมราชชนก ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ รับเข้าเป็นสถาบันสมทบเมื่อ พ.ศ. 2541 คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นสถาบันพี่เลี้ยง
6. สถาบันพระบรมราชชนก ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก โรงพยาบาลราชบุรี รับเข้าเป็นสถาบันสมทบเมื่อ พ.ศ. 2541 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เป็นสถาบันพี่เลี้ยง
7. วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก รับเข้าเป็นสถาบันสมทบเมื่อ พ.ศ. 2538 คณะพยาบาลศาสตร์ เป็นสถาบัน พี่เลี้ยง
8. วิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือ รับเข้าเป็นสถาบันสมทบเมื่อ พ.ศ.2536 คณะพยาบาลศาสตร์ เป็นสถาบันพี่เลี้ยง
9. วิทยาลัยพยาบาลกองทัพอากาศ รับเข้าเป็นสถาบันสมทบเมื่อ พ.ศ.2536 คณะพยาบาลศาสตร์ เป็นสถาบันพี่เลี้ยง
10. วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์ รับเข้าเป็นสถาบันสมทบเมื่อ พ.ศ.2536 คณะพยาบาลศาสตร์ เป็นสถาบัน พี่เลี้ยง
11. วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี สถาบันพระบรมราชชนก รับเข้าเป็นสถาบันสมทบเมื่อ พ.ศ.2539 คณะพยาบาลศาสตร์ เป็นสถาบันพี่เลี้ยง
12. วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช สถาบันพระบรมราชชนก รับเข้าเป็นสถาบันสมทบเมื่อ พ.ศ.2539 คณะพยาบาลศาสตร์ เป็นสถาบันพี่เลี้ยง
13. วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี สถาบันพระบรมราชชนก รับเข้าเป็นสถาบันสมทบเมื่อ พ.ศ.2539 คณะพยาบาลศาสตร์ เป็นสถาบันพี่เลี้ยง
14. วิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า เพชรบุรี สถาบันพระบรมราชชนก รับเข้าเป็นสถาบันสมทบเมื่อ พ.ศ.2539 คณะพยาบาลศาสตร์ เป็นสถาบันพี่เลี้ยง
15. วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี สถาบันพระบรมราชชนก รับเข้าเป็นสถาบันสมทบเมื่อ พ.ศ.2545 คณะพยาบาลศาสตร์ เป็นสถาบันพี่เลี้ยง
16. วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพมหานคร สถาบันพระบรมราชชนก รับเข้าเป็นสถาบันสมทบเมื่อ พ.ศ.2539 ภาควิชาพยาบาลศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นสถาบันพี่เลี้ยง
17. วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สระบุรี สถาบันพระบรมราชชนก รับเข้าเป็นสถาบันสมทบ เมื่อ พ.ศ.2539 ภาควิชาพยาบาลศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นสถาบันพี่เลี้ยง
18. วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พระพุทธบาท สถาบันพระบรมราชชนก รับเข้าเป็นสถาบันสมทบเมื่อ พ.ศ.2539 ภาควิชาพยาบาลศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นสถาบันพี่เลี้ยง
19. วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชัยนาท สถาบันพระบรมราชชนก รับเข้าเป็นสถาบันสมทบเมื่อ พ.ศ.2539 ภาควิชาพยาบาลศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นสถาบันพี่เลี้ยง
20. วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี สถาบันพระบรมราชชนก รับเข้าเป็นสถาบันสมทบ เมื่อ พ.ศ.2540 คณะสาธารณสุขศาสตร์ เป็นสถาบันพี่เลี้ยง
คำขวัญ ปรัชญา ปณิธาน วิสัยทัศน์ และพันธกิจของมหาวิทยาลัย

คำขวัญ

อตฺตานํ อุปมํ กเร พึงปฏิบัติต่อผู้อื่น เหมือนดังปฏิบัติต่อตนเอง (อ่านบทความเพิ่มเติม…)

ปรัชญา

ความสำเร็จที่แท้จริงอยู่ที่การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ เพื่อประโยชน์สุขแก่มวลมนุษยชาติ

ปณิธาน

ปัญญาของแผ่นดิน (อ่านบทความเพิ่มเติม…)

วิสัยทัศน์

มหาวิทยาลัยมหิดลมุ่งมั่นที่จะเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก

พันธกิจ

สร้างความเป็นเลิศทางด้านสุขภาพ ศาสตร์ ศิลป์ และนวัตกรรมบนพื้นฐานของคุณธรรม เพื่อสังคมไทย และประโยชน์สุขแก่มวลมนุษยชาติ
สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย
โลโก้มหาวิทยาลัย

ตรามหาวิทยาลัย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทานเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2512

สีน้ำเงินแก่

สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ (พระยศในขณะนั้น) พระราชทานเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2512
รายละเอียดตราสัญลักษณ์มหาวิทยาลัยมหิดล ประกอบด้วย
ตราสัญลักษณ์สี
1. เส้นวงกลม 4 วง เส้นวงกลมนอกสุดและเส้นวงกลมในสุดเป็นเส้นหนา สีทอง เส้นวงกลมในบนพื้นขาว 2วง เป็นเส้นบาง สีทอง
2. ในวงกลมพื้นขาวด้านบน มีคำว่า อตฺตานํ อุปมํ กเร เป็นตัวหนังสือชนิดตัวริ๊บบิ้น สีทอง
3. ในวงกลมพื้นขาว ช่วงตรงกลาง มีลายประจำยามด้านละ 1 ดวง สีทอง
4. ในวงกลมพื้นขาวด้านล่าง มีคำว่า มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นตัวหนังสือชนิด ตัวริ้บบิ้น สีทอง
5. ในวงพื้นสีน้ำเงินประกอบด้วยพระนามาภิไธย ของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศอดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก คล้องอยู่กับพระมหาพิชัยมงกุฎ มีจักรและกรีอยู่ตรงกลาง ด้านบน
หมายเหตุ

*

สีเหลืองทอง พระมหามงกุฎและปรมาภิไธยย่อ “ม”
Pantone เบอร์123Cหรือ Program Photoshop เบอร์ FFC726 (C=2,M=24,Y=90,K=0) R=255,G=199,B=38

*

สีเหลืองทอง รอบนอก ตัวอักษร, ประจำยามและวงกลมทั้งหมด
Pantone เบอร์ 1255C หรือ Program Photoshop เบอร์ AA800E (C=33,M=46,Y=100,K=10) R=170,G=128,B=14

*

สีน้ำเงิน พื้นหลังพระมหามงกุฎและปรมาภิไธยย่อ “ม”
Royal Blue Pantone เบอร์ 286C หรือ Program Photoshop เบอร์ 0035AD (C=100,M=84,Y=12,K=4) R=0,G=53,B=173
ตราลายเส้น เป็นลายเส้นสีดำทั้งหมด ใช้สำหรับการทำตรายาง หัวกระดาษต่างๆ
สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย
ต้นกันภัยมหิดล
กันภัยมหิดล: พรรณไม้สัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยมหิดลดร. ศศิวิมล แสวงผล และ ดร. ทยา เจนจิตติกุล

ภาควิชาพฤกษศาสตร์

คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ในที่สุด “กันภัยมหิดล” ก็ได้รับเลือกให้เป็นต้นไม้สัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เขียนในนาม คณาจารย์ภาควิชาพฤกษศาสตร ์ คณะวิทยาศาสตร ์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้รับรางวัลจากการประกวดในครั้งนี้ร่วมกับ รศ.วงศ์สถิตย์ ฉั่วกุล ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ กับ ผศ.นพมาศ สุนทรเจริญนนท์ ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จึงขอเรียบเรียงเรื่องราวการประกวดต้นไม้ สัญลักษณ์ครั้งนี้ เพื่อบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยฯ

ปฐมเหตุ เนื่องในวันครบรอบ 30 ปี แห่งการพระราชทานนามมหาวิทยาลัย ในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2542 มหาวิทยาลัยมหิดลได้จัดการประกวดต้นไม้สัญลักษณ์ ด้วยความเห็นที่ว่ามหาวิทยาลัยยังไม่ มีต้นไม้สัญลักษณ์ที่เป็นทางการดังเช่นสถาบันการศึกษาอื่น ทำให้ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยมหิดลดำริที่ จะหาต้นไม้ใหม่เป็นสัญลักษณ์อย่างเป็นทางการและไม่ซ้ำกับที่อื่นจึงได้ตั้งกฎเกณฑ์การประกวดว่า ต้อง เป็นไม้ยืนต้นที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย มีความเกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยมหิดล ในแง่ใดแง่หนึ่งและ ไม่ซ้ำกับพรรณไม้สัญลักษณ์ของสถาบันการศึกษาอื่นในประเทศไทย สุดท้าย มหาวิทยาลัยมหิดลประกาศว่า มีผู้ส่งผลงานเข้าประกวดถึง 202 คน มีต้นไม้ที่ถูกเสนอชื่อ 123 ต้น และตัดสินให้ “กันภัยมหิดล” เป็นต้นไม้สัญลักษณ์ โดยสมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ได้ประทานพระกรุณาธิคุณทรงมีพระวินิจฉัยชี้ขาด ด้วยเหตุผลว่า เป็น ต้นไม้ที่พบในประเทศไทย สามารถปลูกได้ง่าย มีนามเป็นมงคล มีชื่อพ้องกับนามมหาวิทยาลัย และมี ลักษณะสวยงามแม้จะเป็นไม้เถา แต่ก็สามารถจัดแต่งเป็นทรงพุ่มได้หลายแบบ มีอายุยืนหลายปี และเมื่อ เถาแห้งไป ก็สามารถงอกงามขึ้นได้ใหม่ ซึ่งความเป็นไม้เถานี้สื่อความหมายถึงความก้าวหน้า และ ความสามารถในการปรับตัวให้พัฒนาไปตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างดี

พืชชนิดนี้ พบครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 กันยายน พ.ศ.2510 โดยนายเกษม จันทรประสงค์ ซึ่งขณะนั้นเป็น ข้าราชการกองพืชพรรณ กรมวิชาการเกษตร (ปัจจุบันเป็นนายกสมาคมไม้ประดับแห่งประเทศไทย) ได้ เล่าเรื่องการพบพืชชนิดนี้ว่าท่านนั่งรถไฟไปลงที่สถานีวังโพ และเดินทางขึ้นภูเขาเตี้ยๆ หลังสถานีทางทิศ ตะวันออก ซึ่งเป็นฝั่งตรงข้ามกับแม่น้ำแควน้อย เมื่อถึงเวลาเที่ยง ท่านได้หยุดพักรับประทานอาหารที่ใต้ ต้นไม้ ได้พบดอกไม้ชนิดหนึ่งร่วงอยู่ที่พื้น ท่านรู้สึกคุ้นกับลักษณะดอก เพราะคล้ายถั่วแปบช้างแต่คนละสี เมื่อมองขึ้นไปและเก็บลงมาเพื่อทำตัวอย่างแห้ง อีก 2 เดือนถัดมา คือวันที่ 15 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน ท่านได้นำผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จิรายุพิน จันทรประสงค์ (เจิมศิริวัฒน์) เดินทางกลับไปที่เดิมเพื่อเก็บฝัก ที่เริ่มแก่ ให้ได้ตัวอย่างที่สมบูรณ์และขุดต้นกลับมาปลูกที่กรมวิชาการเกษตร สำหรับระบุ (identify) ว่า ต้นไม้นี้จะเป็นต้นไม้ชื่ออะไร เมื่อต้นไม้ต้นนี้ออกดอกที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2511 จึงได้เก็บ ตัวอย่าง ซึ่งเป็นตัวอย่างต้นแบบ พร้อมทั้งทำคำบรรยายเป็นภาษาละตินและวาดภาพส่งไปให้ Mr. B. L. Burtt พิสูจน์ชื่อที่สหราชอาณาจักร พร้อมทั้งขอพระราชทานชื่อเพื่อเป็นเกียรติกับพระชนนีศรีสังวาลย์ (พระยศในขณะนั้น) โดยเสนอคำว่า ศรีสังวาลย์ หรือมหิดล Mr. Burtt ได้แนะนำว่าให้ใช้มหิดล ซึ่งเขียน เป็นภาษาละตินว่า mahidolae ทั้งนี้ในขณะนั้นถั่วแปบช้าง (Afgekia sericea Craib) ซึ่งเป็นพืชที่มี ลักษณะคล้ายกันมากและอยู่ในสกุล (genus) เดียวกัน คือ สกุลแอฟกีเกีย (Afgekia) เป็นพืชชนิดเดียวใน สกุล ด้วยลักษณะที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดหลายประการ ผศ.จิรายุพิน จึงแน่ใจว่าพืชต้นนี้เป็นพืชต่าง ชนิดแน่นอน และจะเป็นพืชชนิดที่สองในสกุลนี้ (ปัจจุบันค้นพบอีกชนิดหนึ่งคือ Afgekia filipes (Dunn) R.Geesink ซึ่งมีดอกสีเหลือง กระจายพันธุ์ทางตอนใต้ของจีนและทางเหนือของไทย) เมื่อผลงานการ ค้นพบ และตั้งชื่อพืชชนิดนี้ ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารของสวนพฤกษศาสตร์เอดินเบอเรอ ชื่อ Notes from the Botanic Garden Edinburgh Vol.31 No.1 ในเดือนกรกฏาคม พ.ศ. 2514 จึงได้ถือว่าพืชชนิดนี้มี ชื่อเป็นทางการตามกฏเกณฑ์ทางพฤกษศาสตร์ ชื่อที่ได้รับคือ Afgekia mahidolae B. L. Burtt & Chermsir. แต่ไม่มีชื่อไทย ส่วนถั่วแปบช้างนั้นมีชื่ออื่นๆ อีก เช่น กันภัย ศาสตราจารย์เต็ม สมิตินันทน์ ผู้เชี่ยวชาญทางพฤกษศาสตร์กรมป่าไม้ จึงได้เสนอว่าควรเรียกพืชต้นนี้ว่า กันภัย หรือกันภัยมหิดล ท่าน กล่าวว่าในเรื่องขุนช้างขุนแผนตอนที่ย่างกุมารทองนั้น ได้ใช้เถากันภัยมัดกุมารทองไว้ และด้วยเหตุที่เรื่อง ขุนช้างขุนแผนเป็นเรื่องที่เกิดในแถบจังหวัดกาญจนบุรี และสุพรรณบุรี เถากันภัยดังกล่าว จึงน่าจะเป็นพืช ชนิดเดียวกับพืชที่เพิ่งค้นพบนี้ สำหรับชื่อพฤกษศาสตร์ Afgekia mahidolae นั้น มีการแก้ไขให้ถูกต้องตามไวยากรณ์ภาษาละ ติน โดยเติม -i- หลัง -l- เป็นดังนี้ Afgekia mahidoliae ตาม International Code of Botanical Nomenclature ฉบับแก้ไขครั้งล่าสุด ซึ่งเป็นผลจากการชำระกฎการตั้งชื่อพฤกษศาสตร์เมื่อ ปี พ.ศ. 2548 ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย (เรียกกฎเล่มนี้ในชื่อย่อว่า Vienna Code ตีพิมพ์เมื่อ ปี พ.ศ. 2549) โดยคำแนะนำข้อ 60C.1.b ระบุว่าชื่อพฤกษศาสตร์ที่ตั้งเพื่อเป็นเกียรติแด่บุคคล ถ้าชื่อบุคคลลง ท้ายด้วยตัวสะกด ให้เติม -i- และรูปคำระบุเพศต่อท้าย เช่น ชื่อบุคคลชาย Winit เป็น winitii ชื่อบุคคล หญิง Thaithong เป็น thaithongiae เป็นต้น กันภัยมหิดล (Afgekia mahidoliae B. L. Burtt & Chermsir.) วงศ์ FABACEAE (หรือ LEGUMINOSAE) วงศ์ย่อย Papilionoideae ถิ่นกำเนิด เป็นต้นไม้พื้นถิ่นของไทย พบตามป่าเต็งรัง ภูเขาหินปูนในภาคตะวันตก ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เป็นไม้เลื้อยเนื้อแข็ง ขนาดกลาง อายุหลายปี กิ่งอ่อนสีเขียว มีขนนุ่มทั่วไป ใบ ออกสลับ ใบประกอบแบบขนนก ปลายคี่ ใบย่อย รูปรีแกมขอบขนานขนาด 2.2-3.5 x 5-6.5 เซนติเมตร แผ่นใบบาง ใต้ใบมีขนหนาแน่นกว่าด้านบนใบ ดอก ออกเป็นช่อกระจะตามซอกใบและปลายกิ่ง ช่อยาว 12-25 เซนติเมตร ดอกทยอยบานจากโคนช่อมา ปลายช่อ 4-6 ดอก กลีบประดับสีม่วงอมเขียว รูปเรียว กลีบเลี้ยงสีม่วงอ่อน โคนกลีบเชื่อมติดกันปลายแยก 5 แฉก ดอกรูปดอกถั่ว มี 5 กลีบ กลีบกลางสีม่วง โคนกลีบมีแถบสีเหลืองรูปสามเหลี่ยม กลีบคู่ข้างสีม่วงเข้ม กลีบคู่ล่างสีเหลืองอ่อน มีขนปกคลุม ออกดอกเดือนสิงหาคมถึงพฤศจิกายน ผล เป็นฝักรูปแถบ สั้น ขนาด 2-4 x 7-9 เซนติเมตร สีน้ำตาล มีขนปกคลุม เมื่อแก่แตกเป็นสองซีก เมล็ด รูปกลม 2 เมล็ด เส้นผ่านศูนย์กลาง1.5 เซนติเมตร สีดำเป็นมัน ขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด สภาวะเหมาะสม แสงแดด ประโยชน์ ปลูกประดับซุ้มไม้เลี้อย

อ้างอิง

http://www.mahidol.ac.th/muthai/index.htm

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s