พิธีกรรมในศาสนาซิกข์

พิธีกรรมในศาสนาซิกข์

     ศาสนาซิกข์ หรือ ศาสนาสิกข์ เป็นศาสนาที่ถือกำเนิดขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 16 ในตอนเหนือของอินเดีย จากคำสอนของ นานัก และคุรุผู้สืบทอดอีก 9 องค์ หลักปรัชญาของศาสนาซิกข์และการปฏิบัติตามหลักศาสนา นิยมเรียกว่า “คุรมัต” ความหมายโดยพยัญชนะ หมายถึง คำสอนของคุรุ หรือ ธรรมของซิกข์

ศาสนาซิกข์นับเป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากเป็นอันดับที่ 9 ของโลก ปัจจุบันมีผู้นับถือศาสนาซิกข์มากกว่า 23 ล้านคนทั่วไป ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในรัฐปัญจาบของอินเดีย  คำว่า “ซิกข์” หรือ “สิกข์” มาจากภาษาสันสกฤตว่า “ศิษฺย” หมายถึง ศิษย์ ผู้เรียน หรือ “ศิกฺษ” หมายถึง การเรียน และภาษาบาลีว่า “สิกฺข” หรือ “สิกฺขา” หมายถึง การศึกษา ผู้ศึกษา หรือผู้ใฝ่เรียนรู้

หลักความเชื่อของศาสนาซิกข์ คือ ศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว คือ “วาหคุรู” ปฏิบัติสมาธิในนามของพระเจ้า และโองการของพระเจ้า ศาสนิกชาวซิกข์จะนับถือหลักคำสอนของคุรุซิกข์ทั้ง 10 หรือผู้นำผู้รู้แจ้ง และคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ที่เรียกว่า “คุรุ ครันถ์ สาหิพ” ซึ่งเป็นบทคัดสรรจากผู้เขียนมากมาย จากภูมิหลังทางศาสนา และเศรษฐกิจสังคมที่หลากหลาย คัมภีร์ของศาสนาเป็นบัญญัติของคุรุ โคพินท์ สิงห์ คุรุองค์สุดท้ายแห่งขาลสา ปันถ (Khalsa Panth) การสอนและหลักปฏิบัติของศาสนาซิกข์มีความเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรมของภูมิภาคปัญจาบในลักษณะต่างๆ กัน ดังนี้

1.การเกิดและพิธีการตั้งชื่อบุตร

สำหรับครอบครัวชาวซิกข์ ภายหลังการให้กำเนิดบุตร เมื่อมารดาได้มีโอกาสพักผ่อนเพียงพอมีสุขภาพแข็งแรง (ไม่กำหนดว่าจะเป็นจำนวนวันเท่าใด) ให้ครอบครัวและญาติพี่น้องเดินทางไป คุรุดวารา (ศาสนสถานของซิกข์) แล้วประกอบพิธีเจริญธรรม ขับร้องบทสวดจากพระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ ซาฮิบ โดยขับร้องต่อหน้าพระพักตร์พระศาสดาคุรุครันถ์ซาฮิบ เพื่อแสดงความปีติและขอบคุณพระศาสดา บางกรณีที่ครอบครัวได้มีการจัดให้มีการสวดอ่านพระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบ ก็ให้ทำพิธีสวดจนจบแล้วขอประทานพระบัญชาจากพระศาสดา โดยท่านศาสนาจารย์จะอัญเชิญปัรกาส (การอ่านเปิด) พระมหาคัมภีร์ที่ประทับบนบัลลังก์ในขณะนั้น ท่านจะสุ่มเปิดอ่านด้านบนซ้ายมือ ประกาศอักษรของคำแรกที่ได้อ่านจากพระบัญชาของพระศาสดาให้ที่ชุมนุมเจริญธรรมรับทราบ บิดามารดาก็น้อมรับไปตั้งชื่อบุตรของตนตามตัวอักษรที่ได้รับมานั้น เด็กชายจะมีนามว่า “ซิงห์” ต่อท้าย และเด็กหญิงจะมีนามว่า “กอร์” ต่อท้ายนามทุกนาม จากนั้น ให้สวดบทอนันด์ซาฮิบ (อย่างย่อเพียงหกบท) และร่วมกัน “อัรดาส” (การสวดอธิฐานขอพรจากพระศาสดาร่วมกัน โดยศาสนิกชนทุกท่านที่มาร่วมในพิธีวันนั้น) เสร็จจากพิธีแล้วญาติพี่น้องจะลุกขึ้นมาแสดงความยินดี ท่านศาสนาจารย์จะแจกคาร่าปัรชาด (ขนมหวานที่เตรียมจากแป้ง น้ำตาลและเนยในอัตราส่วนเท่ากัน) ซึ่งมีความหมายถึง การได้รับพรจากพระศาสดาแก่ผู้ที่มาร่วมชุมนุมเจริญธรรมทุกท่าน จากนั้นครอบครัวที่ให้กำเนิดบุตรจะนำขนมหวานที่เตรียมมาร่วมงานแจกให้แก่ศาสนิกชนที่มาร่วมเจริญธรรมเพื่อแสดงถึงความปิติยินดี

ปัจจุบันชาวซิกข์ในประเทศไทยส่วนมากนิยมตั้งชื่อบุตร 2 ชื่อ คือ ชื่อแรกจะเป็นชื่อที่ได้รับประทานจากพระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบ และชื่อที่สองจะเป็นชื่อในภาษาไทยที่ไปจดทะเบียนที่อำเภอในใบเกิด โดยจะพยายามตั้งชื่อภาษาไทยให้เหมาะสมและมีความหมายใกล้เคียงกับภาษาปัญจาบีที่สุด

2.พิธีการรับอมฤต 
พิธีรับอมฤตเป็นพิธีที่สำคัญของชาวซิกข์ (เพื่อแสดงความจำนงจะเข้าเป็นศิษย์ของ พระศาสดาโดยแท้จริง) ที่จะให้สัตย์ปฏิญาณว่าจะรักษาและปฏิบัติตามข้อบัญญัติของพระศาสดา

สถานที่และพิธีการรับอมฤต

  • ชาวซิกข์ไม่ว่าชายหรือหญิง (ไม่จำกัดอายุ) เมื่อคิดว่าตนเองพร้อมแล้วที่จะเข้าพิธีรับอมฤตและสามารถรักษาศาสนวินัยได้ จะมาแจ้งความจำนงต่อศาสนาจารย์ในคุรุดวารา เจ้าหน้าที่ในศาสนสถานก็จะกำหนดวันและเวลาให้ผู้ที่จะประสงค์รับอมฤตมาพร้อมกัน ณ วันและเวลาที่กำหนดพิธีนี้
  • ณ สถานที่ประกอบพิธีกรรมจะมีการอัญเชิญพระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบ และแต่งตั้ง “ปัญจะปิยะ” (ผู้เป็นที่รักยิ่ง) จากชาวซิกข์ที่รับอมฤตมาแล้ว และมีความประพฤติปฏิบัติตามศาสนวินัยครบถ้วนอย่างน้อยหกท่านเป็นผู้ดำเนินพิธีกรรม หนึ่งท่านนั่งหน้าแท่นบัลลังก์ประทับพระมหาคัมภีร์ ส่วนอีกห้าท่านที่เหลือเตรียมอมฤต
  • ศาสนิกชนทุกท่านที่มารับอมฤตจะต้องสระผมก่อนและต้องมีศาสนสัญลักษณ์ทั้งห้าประการคือ 5ก ได้แก่ 1. เกศา 2. กีรปาน (มีดสั้นของชาวซิกข์) พร้อมสายสะพาย 3. กาแชร่า (กางเกงในขาสั้น) 4. กังฆะ (หวีไม้) 5. การ่า (กำไรข้อมือเหล็ก) ให้ทุกคนยืนพนมมือด้วยความเคารพต่อหน้าพระพักตร์ของพระศาสดาคุรุครันถ์ซาฮิบหนึ่งในปัญจะปิยะที่มอบอมฤตจะอธิบายหลักการที่สำคัญของศาสนาซิกข์แก่ผู้ที่จะรับอมฤต
  • ศาสนาซิกข์สอนให้ละเว้นการบูชาสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นหรือบุคคลที่อ้างตนเป็นนักบุญ แต่สอนให้ศรัทธา เชื่อมั่น อุทิศกายและใจแก่พระผู้เป็นเจ้า เพื่อบรรลุแนวปรัชญานี้ให้ศึกษาและปฏิบัติตนตามคำสั่งสอนในพระมหาคัมภีร์ ทำเซว่า (รับใช้โดยไม่หวังผลตอบแทน) และเมื่อรับอมฤตแล้วจะต้องประพฤติและตั้งตนอยู่ในวินัย แล้วปัญจะปิยะจะถามผู้อมฤตว่า ท่านยินดีที่จะรับหลักการเหล่านี้ด้วยความสมัครใจหรือไม่
  • หลังจากผู้ที่ประสงค์จะรับอมฤตยอมรับแล้ว หนึ่งใน ปัญจะปิยะจะทำการสวด “อัรดาส” และขอ พระบัญชาเพื่อเตรียมอมฤตตามศาสนวินัย
  • จากนั้น ให้ผู้ที่จะรับอมฤตน้อมรำลึกถึงองค์พระบิดาพระศาสดาพระองค์ที่สิบ พร้อมทั้งนั่งทิ้งน้ำหนักตัวบนเข่าขวาแล้วเข้าร่วมดื่มอมฤตในอุ้งมือขวาในลักษณะวางบนมือซ้าย โดยปัญจะปิยะจะเอามือขวักใส่อมฤต และกล่าวว่า “วาเฮ่ คุรุญีกาคาลซ่า วาเฮ่คุรุญีกีฟาเต้” ให้ผู้รับ เมื่อดื่มอมฤตแล้วกล่าวขานตามว่า “วาเฮคุรุญีกาคาลซ่า วาเฮ่คุรุญีกีฟาเต้” ทุกๆ ครั้งรวมห้าครั้ง จากนั้น ปัญจะปิยะจะพรมอมฤตใส่ดวงตาห้าครั้ง และใส่เกศาอีกห้าครั้ง หลักจากพรมอมฤตทุกครั้ง ปัญจะปิยะจะกล่าว “วาเฮ่คุรุญีกาคาลซ่า วาเฮ่คุรุญีกีฟาเต้” ทุกครั้ง และให้ผู้รับอมฤตกล่าวตามทุกครั้งเช่นกัน อมฤตที่เหลืออยู่ในภาชนะหลังจากมอบให้ผู้ที่ตั้งใจจะรับอมฤตแล้วให้แจกจ่ายแก่ทุกคน เพื่อดื่มร่วมกันจากภาชนะขันใบนั้น หนึ่งท่านในปัญจะปิยะจะแจ้งแก่ผู้รับอมฤตถึงศาสนวินัยของซิกข์ ให้สวดหรือฟังพระธรรมจากพระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบและรักษาปฏิบัติ “ก” ทั้งห้า ให้อยู่ตัวตอลดเวลา จากนั้นร่วมกันสวดอัรดาสเป็นอันเสร็จพิธี

ผู้ที่ตั้งใจจะรับอมฤตและเข้าร่วมในพิธีตั้งแต่ต้นจนจบเท่านั้นจึงจะรับอมฤตได้ ส่วนผู้ที่มาระหว่างดำเนินพิธีไม่มีสิทธิ์รับ ชาวซิกข์ทุกคนที่รับอมฤตแล้วจะต้องละเว้นจากการกระทำ 4 ประการ ดังต่อไปนี้

  1. ห้ามทำการตัด โกน ถอนผมและหนวดเคราจากร่างกาย
  2. ห้ามรับประทานเนื้อสัตว์ที่ผ่านกรรมวิธีการฆ่าอย่างทรมาน
  3. ห้ามประพฤติตนผิดลูกเมียผู้อื่น และอยู่ร่วมกับผู้อื่นที่ไม่ใช่สามีหรือภรรยาของตนฉันท์สามีภรรยา
  4. ห้ามเสพหรือใช้ของมึนเมา สุรา และยาเสพติดทุกชนิด

กรณีที่ซิกข์กระทำผิดโดยละเมิดข้อบังคับทั้ง 4 ประการข้างต้น เขาจะต้องเข้าพิธีรับอมฤตใหม่ หลังจากสารภาพและรับการลงโทษเพื่อสำนึกผิดที่ได้กระทำไปตามความเหมาะสม

3.พิธีมงคลสมรส 
พิธีมงคลสมรสของชาวซิกข์กระทำโดยไม่คำนึงถึงวรรณะ ตระกูล และชาติกำเนิดของคู่สมรส ชาวซิกข์จะประกอบพิธีสมรสตามพิธี “อนันการัช” ซึ่งมีขั้นตอนและหลักการตามศาสนวินัยของซิกข์ ดังนี้

  • การแต่งงานในวัยเด็กทั้งชายและหญิงเป็นสิ่งต้องห้าม
  • เมื่อสตรีชาวซิกข์มีความพร้อมทั้งทางบุคลิก ร่างกาย และจิตใจ ก็สมควรจะหาคู่สมรสที่เหมาะสม เพื่อทำการสมรสตามพิธีอนันด์การัช
  • สตรีซิกข์ควรสมรสกับบุรุษซิกข์
  • การสมรสตามพิธี ไม่จำเป็นต้องมีพิธีหมั่นก่อน ถ้ามีความประสงค์ที่จะประกอบพิธีหมั่น ให้ฝ่ายหญิงกำหนดวันเพื่อชุมนุมเจริญธรรม แล้วทำการสวดอัรดาสต่อหน้าพระพักตร์พระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ ซาฮิบ แล้วมอบกรีปาน การ่า และขนมหวาน ให้แก่ชายผู้เป็นคู่หมั่น
  • การกำหนดวันมงคลสมรส ให้กำหนดวันเวลาตามความเหมาะสมและสะดวกของทั้งสองฝ่าย ไม่มีการกำหนดฤกษ์ เนื่องจากเป็นสิ่งต้องห้ามในศาสนาซิกข์
  • ห้ามการประกอบพีธีกรรมหรือกระทำต่อไปนี้ การปกปิดใบหน้า สวมดอกไม้บนศีรษะ สวมเครื่องประดับบนศีรษะ ห้ามการเสพของมึนเมาในพิธีมงคลสมรส และการกระทำอื่นๆ ที่งมงายไร้สาระ
  • การจัดพิธีมงคลสมรสของชาวซิกข์ ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมพอเพียง ไม่ให้เป็นภาระแก่ฝ่ายใด เริ่มจากจัดให้มีการชุมนุมเจริญธรรมต่อหน้าพระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบ และมีการขับร้องบทสวดภาวนาโดยสังคีตจารย์ หรือศาสนิกชนทั้งหมดที่มาร่วมเจริญธรรม พร้อมจัดให้คู่บ่าวสาวมานั่งต่อหน้าพระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบ เจ้าสาวจะนั่งด้านซ้ายมือของเจ้าบ่าว แล้วขออนุญาตเริ่มประกอบพิธีจากศาสนิกชนที่มาร่วมชุมนุมเจริญธรรมและสังคีตจารย์ขับร้องบทสวดเพื่อขอพรจากพระศาสดา แล้วกล่าวเชิญให้คู่สมรส และบิดามารดาหรือผู้ปกครองของคู่สมรสลุกขึ้นยืน สวดอัรดาสขอพรจากพระมหาคัมภีร์ คุรุครันถ์ซาฮิบเพื่อจะดำเนินพิธีอนันด์การัช หลังจากนั้น ศาสนาจารย์จะอบรมสั่งสอนและแนะนำอธิบายหน้าที่ ข้อปฏิบัติในการดำรงชีวิตการครองเรือนตามแนวทางของศาสนวินัย และข้อบัญญัติของศาสดา
  • ขั้นต้นจะอบรมทั้งคู่บ่าวสาวให้เข้าใจในความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา โดยเปรียบเทียบกับความรักความผูกพันอันบริสุทธิ์ของดวงจิตของมนุษย์แต่ละคนที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้าตามบทสวด “ลา ว่าห์” (บทสวดที่ใช้ในการประกอบพิธีมงคลสมรส)
  • ศาสนาจารย์จะอธิบายถึงความรักและความผูกพันของคู่สมรสที่มีต่อกันดุจดังมีจิตเดียวในสองร่างตลอดจนศรัทธาและเข้าถึง “อกาลปุรัค” (พระผู้เป็นเจ้า) โดยใช้ชีวิตอย่างผู้ครองเรือนและสามารถนำพาชีวิตคู่ให้ดำเนินได้อย่างราบรื่นตามแนวทางอันบริสุทธิ์แห่งพระธรรมคำสอนของพระศาสดา พร้อมกับอธิบายถึงหน้าที่และความรับผิดชอบในการครองเรือนของแต่ละฝ่าย
  • ศาสนาจารย์จะกล่าวให้เจ้าบ่าวทราบว่าทางครอบครัวของเจ้าสาวได้เลือกเขาเป็นผู้ที่เหมาะสมที่จะเป็นคู่ครองของเธอ ดังนั้น ในทุกโอกาสเขาต้องให้ความรักและร่วมทุกข์ร่วมสุข ต้องมั่นคง ซื่อสัตย์ ปกป้อง และคุ้มครองในเกียรติเธอและร่างกายของเธอ ปฏิบัติต่อเธอประดุจเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขา ให้ความเคารพและให้เกียรติบิดามารดาตลอดจนญาติมิตรของเธอเสมือนหนึ่งของตนเอง
  • ศาสนาจารย์จะกล่าวให้เจ้าสาวทราบว่าโดยพิธีสมรสที่กระทำต่อหน้าพระพักตร์ของพระศาสดาคุรุครันถ์ซาฮิบและสังคัต (ศาสนิกชนที่มาร่วมชุมนุมเจริญธรรม) ได้มอบเธอให้อยู่ในความดูแลของเจ้าบ่าว ขอให้เธอจงมอบความรักและความไว้วางใจทั้งปวงแก่เขา ร่วมทุกข์ ร่วมสุขในทุกโอกาส ต้องมั่นคงและซื่อสัตย์ต่อเขา รับใช้เขาในทุกแห่งหน ทุกสถานะ ให้ความเคารพและให้เกียรติบิดามารดาตลอดญาติมิตรของเขาเสมือนหนึ่งของตน
  • คู่บ่าวสาวหลังจากรับคำสั่งสอนแล้ว ทำความเคารพโดยการกราบให้หน้าผากจรดพื้นต่อหน้าพระพักตร์ศาสดาคุรุครันถ์ซาฮิบ จากนั้นบิดาหรือญาติผู้ใหญ่ของเจ้าสาวนำชายผ้า “บัลล่า” (ผ้าแพรสีชมพูยาวประมาณ 2.5 เมตร เป็นสัญลักษณ์ว่าบิดาฝ่ายหญิงได้มอบภาระการดูแลฝ่ายหญิงให้แก่ฝ่ายชายโดยสมบูรณ์) ข้างหนึ่งมาใส่ในมือของเจ้าบ่าว แล้วนำอีกปลายหนึ่งพาดเหนือไหล่ขวาของเจ้าบ่าวไปมอบใส่มือให้เจ้าสาวถือไว้ สังคีตจารย์จะขับร้องบทสวด หลังจากนั้นศาสนาจารย์ที่นั่งอยู่บนแท่นประทับจะเริ่มอ่านบทสวด “ลาว่าห์ ซูฮี มฮัลล่า 4” (บทสวดของพระศาสดาองค์ที่ 4) คู่บ่าวสาวจะกราบกับพื้นแล้วลุกขึ้นยืนฟังบทสวดลาว่าห์นี้
  • หลังจากสวดบทลาว่าห์เสร็จแต่ละบท เจ้าบ่าวเจ้าสาวจะกราบลงกับพื้น แล้วเจ้าบ่าวจะเดินนำหน้าเจ้าสาว โดยเจ้าสาวจับชายผ้าบัลล่าข้างหนึ่งไว้เดินตามเจ้าบ่าวเวียนขวารอบแท่นประทับพระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบ ในขณะที่เดินแต่ละรอบนั้นสังคีตจารย์หรือศาสนิกชนที่มาชุมนุมก็จะเริ่มขับร้องบทสวดลาว่าห์ เมื่อเดินครบแต่ละรอบ คู่บ่าวสาวกราบลงกับพื้นแล้วลุกขึ้นยืนเพื่อรับฟังบทสวดลาว่าห์บทต่อไป เมื่อเดินครบสี่รอบแล้ว คู่บ่าวสาวก็จะนั่งลงกราบกับพื้น แล้วสังคีตจารย์จะขับร้องบทสวดอนันด์ซาฮิบห้าบทแรกและบทสุดท้าย จากนั้นมีการสวดอัรดาส แล้วป่านขอประทานพระบัญชาจาก พระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบเป็นอันเสร็จพิธีสมรสอนันด์การัช สุดท้ายจะมีการแจกขนมหวาน คาร่าปัรซาดแก่ศาสนิกชนที่มาร่วมพิธีทุกท่านโดยเสมอภาค
  • ห้ามชาวซิกข์ใช้สินสอดเป็นเงื่อนไขในการเลือกคู่สมรส
  • ถ้าคู่สมรสของหญิงใดสิ้นชีพลง หากหญิงนั้นมีความประสงค์จะสมรสใหม่ก็สามารถสมรสกับผู้ที่เหมาะสมได้ ในทำนองเดียวกับฝ่ายชายก็สามารถสมรสใหม่ได้ ในกรณีที่ภรรยาสิ้นชีพลงให้ใช้หลักเดียวกัน
  • โดยทั่วไปแล้ว ขณะที่ภรรยาหรือสามีคนแรกยังมีชีวิตอยู่ ชาวซิกข์ไม่ควรกระทำการสมรสใหม่
  • ชาวซิกข์ที่รับอมฤตแล้ว ควรให้ภรรยาหรือสามีของตนรับอมฤตด้วย

4.พิธีฌาปนากิจศพ 
พิธีฌาปนากิจในศาสนวินัยของซิกข์มีพื้นฐานมาจากความเชื่อถือที่ปฏิบัติกันของประชาชนในประเทศอินเดียแต่ดังเดิม ที่จะเผ่าศพของผู้ตายโดยไม่ให้มีการเก็บรักษาศพไว้ไม่ว่าในกรณีใดๆ ทั้งสิ้น และไม่จำเป็นต้องกระทำพิธีเศร้าโศกหรือไว้ทุกข์ ให้ถือว่า การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นไปตามพระประสงค์และกฎของธรรมชาติ (พระผู้เป็นเจ้า) ต่อไปนี้เป็นข้อปฏิบัติตามศาสนวินัยของชาวซิกข์

  • กรณีที่ผู้ตายเสียชีวิตบนเตียงนอนภายในบ้านพัก ไม่จำเป็นต้องนำร่างลงจากเตียงวางกับพื้น ให้สวดพระธรรมของพระศาสดาหรือสวดภาวนานาม วาเฮ่คุรุ วาเฮ่คุรุ (คำสรรเสริญคุณพระผู้เป็นเจ้า) ตลอดเวลา โดยไม่ต้องจุดเทียนหรือบริจาคสัตว์เลี้ยง เช่น วัว ควาย ในนามของผู้ตายหรือกระทำพิธีใดๆ ที่ขัดต่อบัญญัติของพระศาสดา
  • เมื่อมีบุคคลใดบุคคลหนึ่งเสียชีวิตไม่สมควรที่จะทุกข์โศกร้องไห้หรือทุบหน้าอกแสดงความโศกเศร้า ควรยอมรับว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปตามพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า และให้ทำการสวดบทพระธรรมของพระศาสดาหรือสวดภาวนานาม “วาเฮ่คุรุ” จะเป็นสิ่งที่เหมาะสม
  • ผู้เสียชีวิตแม้อายุน้อยเท่าใดก็ตามให้จัดพิธีเผาศพตามประเพณี
  • พิธีเผาศพสามารถกระทำในเวลากลางวันหรือกลางคืนก็ได้
  • ให้นำร่างของผู้ตายมาอาบน้ำ ทำความสะอาด สวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาด และห้ามนำศาสนสัญลักษณ์ออกจากร่าง นำศพไปวางยังแท่นไม้แล้วสวดอัรดาส จากนั้นนำศพไปยังเมรุ ระหว่างเดินทางให้ทำการสวดภาวนาบทพระธรรมที่สอนถึงความเป็นไปของชีวิต เมื่อถึงเมรุให้สวดอธิฐานอัรดาสเพื่อขออนุญาตและขอพรจากพระศาสดาก่อนการเผาศพ แล้วให้นำศพเข้าไปยังเมรุ บุตรชายหรือญาติหรือมิตรสหายของผู้ตายจะจุดไฟเผาศพ ผู้ที่มาในพิธีก็ให้นั่งอยู่ห่างพอสมควร และฟังบทสวดจากสังคีตจารย์หรือร่วมกันสวดภาวนาบทพระธรรม และสวดบทโซ่เฮ่ล่า และสวดอธิฐานอัรดาสในขั้นสุดท้าย หลังจากนั้นให้ผู้ที่มาในพิธีเดินทางกลับ หลังพิธีเผาศพให้เริ่มพิธีสวดพระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบที่บ้านของตน หรือในคุรุดวาราที่ใกล้เคียง โดยสวดบทพระธรรมอนันด์ซาฮิบหกบทแล้วสวดอัรดาส พิธีสวด พระมหาคัมภีร์ควรจะเรียบร้อยภายในสิบวัน กรณีที่ไม่สามารถสวดจบภายในสิบวัน ให้กำหนดวันเสร็จตามความเหมาะสมของญาติพี่น้อง ในการสวดภาวนาพระมหาคัมภีร์นี้ญาติพี่น้องควรเข้าร่วมในการสวดภาวนาครั้งนี้ด้วย ถ้าเป็นไปได้ให้มีการสวดกีรตัน (เป็นการขับร้องสวดโดยใช้เครื่องดนตรีประกอบ) ด้วยทุกคืน ไม่ให้มีพิธีใดๆ เกี่ยวกับงานศพอีกหลังจากการเสร็จวันสวดพระมหาคัมภีร์โดยสมบูรณ์
  • หลังศพได้มอดไหม้จนเย็นลงเป็นเถ้าธุลีแล้ว ให้รวบรวมเถ้าธุลีและเศษอัฐินำไปลอยอังคารในน้ำหรือฝังในบริเวณนั้น แล้วกลบดินให้เรียบร้อย ห้ามสร้างอนุสรณ์สถานหรือสิ่งก่อสร้างใดๆ ณ บริเวณที่ประกอบพิธีฌาปนกิจ
  • ห้ามกระทำพิธีกรรมต่างๆ ที่มีความเชื่อทางไสยศาสตร์ และความเชื่อถือที่งมงายไร้เหตุผล เนื่องจากขัดต่อศาสนวันัยข้อบัญญัติของพระศาสดา

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s