มหาวิทยาลัย รัฐ ต่างจาก เอกชน อย่างไร

มันขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งครับ แม้แต่มหาวิทยาลัยของรัฐยังแบ่งเกรดเป็น A B C เลยในสายตาคนนอก
เอกชนก็เหมือนกันมี A B C เช่นกัน อาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชนระดับ C มองอย่างไรก็ดูไม่เก่งเท่ากับ A ในทำนองเดียวกัน อาจารย์มหาวิทยาลัยรัฐระดับ C มองอย่างไรก็ไม่เก่งเท่าเอกชนระดับ A หรือ B เช่นกัน
ความจริงมันเป็นอย่างนี้ ผลงาน นศ มันออกมาแบบนี้ครับ
อย่าลืม คนนอกเขาดู paper ไม่เป็นหรอกครับ เขาดูว่า นศ ที่จบมาห่วยแตกหรือเก่ง ก็แค่นั้น แม้ว่า อจ เอกชน มีผลงานค้นคว้า ส่ง paper publication ตีพิมพ์เมืองนอกมากมาย แต่ผลิต นศ ออกมากๆ ห่วยแตก ดูอย่างไรๆ มันก็ไม่น่ามีคุณค่าเท่าไร

“แม้ว่า อจ เอกชน มีผลงานค้นคว้า ส่ง paper publication ตีพิมพ์เมืองนอกมากมาย แต่ผลิต นศ ออกมากๆ ห่วยแตก ดูอย่างไรๆ มันก็ไม่น่ามีคุณค่าเท่าไร ” 

ถูก!!! ถ้านศ.ไม่มีคุณภาพ งานวิจัยดีเลิศขนาดไหน ก็ดูแย่ในสายตาคนทั่วไป 

เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีนศ.เอกอังกฤษ ปี 3 มหาลัยเอกชนแห่งนึงในกทม. (เอ่ยชื่อไปทุกคนต้องเคยได้ยิน) มาฝึกงานที่ทำงาน 

เชื่อไหม พอให้แปลจดหมายภาษาอังกฤษ พอเขาเอางานมาส่งพร้อมต้นฉบับ ก็รู้เลยว่าเขาต้องเปิดดิกฯเกือบทุกคำ (เพราะเขาเขียนคำแปลของศัพท์ต่างๆด้วยดินสอไว้บนต้นฉบับ) แม้แต่คำว่า daughter ก็มีเขียนว่า”ลูกสาว”กำกับ 

พออ่านไดอารีภาษาอังกฤษที่เขาต้องเขียนระหว่างฝึกงานแล้วรวบรวมส่งอาจารย์ ก็เห็นใช้แต่คำว่า brothers เมื่อหมายถึงพี่ๆในที่ทำงาน (ทั้งๆที่มีพี่ผู้ชายแค่คนเดียว นอกนั้นผู้หญิงหมด) 
แล้วก็ถึงบางอ้อ เมื่อเด็กบอกว่า “เปิดดิกฯแล้ว brother แปลว่า พี่ นี่นา” 

ไม่เชื่อใช่ปะว่า เอกอังกฤษปี 3 จะไม่รู้ว่า brother เป็นเพศชาย 
ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร เพราะไม่เจอกับตัว ก็ไม่เชื่อเหมือนกัน 

เห็นด้วยที่ว่าเงินเดือนอาจารย์บ้านเราน้อยจริงๆ

แต่ขอเล่านิดนึงว่า เมืองนอกเองก็มีข้อแตกต่าง และมีสาเหตุของมันอยู่

ระบบอังกฤษเมกัน ให้เงืนอาจารย์เยอะมากจริง.. เพราะเค้าเก็บค่าเทอมเด็กแพงมาก คนนึงเป็นล้านต่อปี ส่วนนึงก็เอาไปเป็นเงินเดือนให้อาจารย์

กับระบบฝรั่งเศส เยอรมัน ที่เงินเดือนอาจารย์ถือว่าน้อย น้อยกว่าอาชีพอื่นเหมือนบ้านเรา และน้อยกว่าฝั่งอังกฤษเมกาเยอะ แต่ก็เพราะเค้าเก็บค่าเทอมเด็กถูกมากหรือไม่เก็บเลย อย่างที่รู้กัน

ต้องถามว่า.. เราอยากให้บ้านเราเป็นแบบไหน… ถ้าจะจ่ายเงินให้อาจารย์เยอะได้ตามแบบอังกฤษเมกัน เด็กก็ต้องรับภาระ.. จะให้รัฐรับภาระฝ่ายเดียวก็ไม่ไหว 

 

มาตราฐานวิชาการและเนื้อหารายวิชาระหว่างสถาบันรัฐกับเอกชนตอนนี้น่าจะไล่เลี่ยกัน ต่างกันแค่เด็กที่เข้ามาเรียนจะมี EQต่างกัน เช่นผ่านการสอบentrance มาเข้าในสถาบันรัฐ จะมีความได้เปรียบมากกว่าสถาบันเอกชนที่เปิดรับทั่วไป นั้นคือคัดเฝ้นระดับหัวกะทิมาแล้ว ผมยังสงสัยเลยว่า เอกชนบางที ไม่มีรีไทร์ ไม่มีเอฟ แถมยังย้ายโอนเรียนไปที่อื่นได้ถ้าโดนรีไทร์ นี่อ้างถึงเมื่อ สิบกว่าปีที่แล้วนะครับ ตอนนี้ไม่รู้ว่ายังเป็นแบบนี้หรือเปล่า เคยสัมภาษณ์งานกับผู้สมัครวิศวกร จากเอกชนที่หนึ่ง สังเกตในใบ transcrip ที่บางเทอมเรียนน้อยเลยถามกลับไปสุดท้ายก็ได้คำตอบมา บอกว่าเรียนไม่มี เอฟ ไม่มีรีไทร์ และยังรีเกรดได้แบบเอาตัวที่ดีที่สุด ผมก็เลยคิดว่ายังงี้นี่เองเลยทำให้จบออกมาเกรดสวยและได้ กว.แบบไม่ต้องพยายามมาก ตรงนี้สะท้อนถึงความมีวุฒิภาวะเวลาเข้าไปทำงาน โดยเฉพาะ การออกแบบงานด้านความปลอดภัยและความรอบคอบ ส่วนเรื่องลุยงาน ผมว่าลุยกันทุกคนละ เอาเป็นว่าธุระกิจแต่ละด้านอาจต้องการ คนที่เข้ามาทำงานในหน้าที่ต่างกันเลยทำให้บางที่ต้องระบุว่าจบจากสถาบันของรัฐเท่านั้น นี่เป็นผลสะท้อนมาจากการบริหารสถาบันที่ต้องการให้มีคนจบออกมาเยอะๆเกรด ดีๆ จะทำให้เป็นตัวเลือกได้เยอะ ต่างกับรุ่นผมที่มีแค่ 8 สถาบันหลัก และมาตราฐานเดียวกัน เอฟ เป็น เอฟ รีไทร์เป็นรีไทร์
สิ่งที่จะฝากถึงคือไม่มีอะไรในห้องเรียนที่จะทำให้คุณเรียนรู้ชีวิตการทำงานได้ดีเท่ากับการไม่หยุดที่จะหาความรู้เพิ่มเติม
ทางที่ดีควรจะมีมาตราฐานการสอนแบบเดียวกัน ไม่ใช่บอกแต่คำโฆษณาเพื่อหวังผลทางธุระกิจของสถาบัน มันจะสะท้อนในสังคมการทำงานซึ่งผลเสียจะเกิดกับเด็กที่จบออกไปเอง และวันหนึ่งความจริงก็ต้องเปิดเผย ทางที่ดีทางกระทรวงน่าจะกวดขันเรื่องตรงนี้ให้เข้มงวด เพราะอาชีพวิศวกร เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของส่วนรวม ไม่ใช่เห็นแค่รายชื่อ คณาจารย์ รายวิชา ห้องปฏิบัติการ เครื่องมือแล้วบอกว่า ผ่านมาตราฐาน ควรจะตรวจสอบต่อเนื่องด้านการวัดผลของคนที่เรียนด้วยปล่อยให้สถาบันมีอิสระดำเนินการเองผลก็จะเป็นอย่างที่เห็น
เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วเคยมีสถาบันแห่งหนึ่งชื่อว่าสถาบันเทคโนโลยี่รัตนโกสินทร์เปิดสอนปริญญาตรีด้านวิศวะอย่างเดียวผ่านการตรวจรับรองมาตราฐานครบแต่ต้องปิดตัวลงเนื่องจากเด็กเข้ามาเรียนน้อยมากเพราะมีรีไทร์เหลือไม่กี่คนจนทำให้สถาบันรับภาระค่าใช้จ่ายไม่ไหวซึ่งสะท้อนว่าหากดำเนินการเพียงแค่เชิงพาณิชย์โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพที่เป็นระบบมาตราฐานผลเสียคงตกอยู่กับส่วนรวมต่างกับสถาบันบางทีที่ปล่อยให้มีระบบ เข้ามาเรียนยังงัยก็จบ เพื่อจะนำรายได้เข้าอย่างเดียวโดยเพียงแค่มองถึงการมุ่งหวังให้มีบัณฑิตจากสถาบันตนเองจบออกไปเป็นจำนวนเยอะเพื่อไปเป็นตัวเลือกในตลาดแรงงาน แต่โดยระบบ มาตราฐานของ HR การประเมินจากสถาบันถึงระบบการเรียนการสอนจะสะท้อนถึงความตั้งใจและวัตถุประสงค์ของสถาบันนั้นๆแม้ว่าผู้สมัครจะเรียนมาจากสาขาเดียวกันรายวิชาเหมือนกัน ถ้าจะอ้างถึงการนำความรู้ไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดมโนธรรมคงต้องสะท้อนกลับไปยังแหล่งที่ให้ความรู้ว่าเข้มงวดแค่ไหน ตรงนี้เลยทำให้เกิดมาตราฐานของบริษัทที่จะพิจารณาผู้สมัครเข้าทำงานในตำแหน่ง วิศวกร อย่าไปว่าเรื่องสีเลย ซึ่งแต่ละบริษัทคงจะมีการสืบค้นว่าสถาบันนั้นๆจัดรูปแบบการเรียนการสอนเป็นแบบไหน ทางสภาวิศวกรแค่ตรวจสอบขั้นปลายแล้ว แต่เบื้องต้นกระทรวงต้องจัดการและรับผิดชอบคงจะมาแก้ที่ขั้นสุดท้ายมันไม่ใช่หลักของเหตุและผล

หากจะบอกว่า

มหาลัยเอกชนระบบการเรียนการสอนดีกว่าราชภัฎ

ผมว่าไม่เสมอไปหรอกครับ….

และน่าจะเป็นการมองที่เป็นอคติกับราชภัฎไปหน่อย

เพราะการเรียนการสอนนั้น
ครูบาอาจารย์ในแต่ละแห่งก็ล้วนจนโท จบเอกทั้งนั้น

องค์ความรู้ที่ถ่ายทอดให้เด็ก
ก็ไม่ได้ต่างกันมากมายหรอกครับ

ผมว่าจริงๆแล้วน่าจะอยู่ที่ตัวเด็กมากกว่าด้วยซ้ำไป
ว่ามีความตั้งใจในการไฝ่หาความรู้เข้าตัวมากน้อยแค่ไหน

ในบางสาขานั้น
ราชภัฎเป็นอันดับต้นๆของประเทศด้วยซ้ำ
เช่น “สาขาเซรามิค” ที่ราชภัฎพระนครมีชื่อเสียงมาก

ของเอกชนก็เช่นกันครับ
ในบางสาขาก็มีชื่อเสียงมากกว่าราชภัฎซะอีก

หรือแม้แต่ประเด็นที่คุณ จขกท.ยกมาว่า

“เด็ก ม.เอกชนส่วนมากเป็นลูกคนรวย
อวดร่ำอวดราย ใช้แต่ของแบรนด์เนม
มีรถขับไปเรียนอย่างเดียวไม่พอ
ยังต้องมาแข่งกันที่ยี่ห้อรถอีก กลางคืนก็กินเหล้าเมาเที่ยวเตร่กัน ”

ตรงนี้ยิ่งเชื่อมโยงกับการตอบของผมเลยครับ…

ที่ผมตอบไปในบรรทัดบนๆว่า “น่าจะอยู่ที่ตัวเด็กมากกว่า”

 มหาวิทยาลัย

– รัฐบาล

แข่งขันสูง เข้ายาก เพราะใช้การสอบส่วนกลาง ก็คิด O – A Net Get Pat พวกนี้ แหละ และมีคุณภาพ(แต่ไม่ใช่ว่าเอกชนไม่มีคุณภาพนะ)เรื่องราคาค่าเรียนก็ แล้วแต่มหาวิทยาลัย ถ้าบางแห่งออกนอกระบบ ก็ราคาสูงเท่าๆกับ เอกชนเลย

-เอกชน

แข่งขันน้อยในเรื่องการสอบ ไม่ใช่ว่ามีตังก็เข้าได้ ถึงเข้าได้ถ้าคุยเรียนไม่เอาไหน มหาลัยเค้าก็ไม่เอาคุณไว้เรียนหรอกนะ

ยังไงก็ขอให้เลือกกันดีๆว่าจะเรียนที่ไหนยังไงอนาคตอยู่ที่เราเลือกเองเอิ่ม ไม่ใช่ม เอกชนไม่ใช่ไม่เข้มงวดน่ะ พี่เราเรียนเอกชนอ่า เข้มงวดดเหอะ เช็คชื่อทุกคาบ แต่เรื่องการแต่งตัวก็อาจปล่อยบ้างเล็กน้อย สว่นเรียนยากไหม มันก็ยากเหมือนกันแหละ แต่รัฐบาล อาจารยอาจจะเข้มกว่า ส่วนม.รัฐบาล ก็คือต้องสอบแข่งขันกันเข้าไง แต่บางม.พอเข้าไปแล้วคือ ไม่เช็คชื่อ (คือ แบบไม่ใช่ไม่ดีน่ะ แต่เด็กมหาลัยแล้วก็ ต้องมีความรับผิดชอบไง คิดในอีกแง่นึง กว่าจะสอบเข้ามาได้ก็ยากกกกกกกกกแทบตาย แต่พอเข้ามาแล้วก็สบายอ่ะค่ะ) อีกอย่างรัฐบาลดูแบบรักเพื่อน รักพี่ รักน้องง ไรงี้มากกว่า เอกชนอาจจะ ไม่ค่อยมีอะไรแบบนี้มากนัก แต่กิจกรรมก็มีเหมือนกันแหละ เยอะแยะพอกันอ่า ตั้งใจดีๆๆน่ะ คิดดีๆ ถ้าเข้ารัฐบาลได้ก็ดี แต่ถ้าแอนท์ไม่ติดก็ไม่ต้องเสียใจหรอก เอกชนก็ไม่ได้ไม่ดี มันก็ขึ้นอยู่ที่ตัวเราด้วยแหละเน๊อะ

 * พูดเหมือนรู้เยอะ พึ่งจะเข้า ปี 1 ชะตาชีวิตจะเป็นเยี่ยงไร

 .มันแล้วแต่อัตวิสัยและค่านิยมของแต่ละคนนะคะ

แล้วประเด็นแบบนี้มันต้องมองในหลายๆแง่นะ ว่าวัฒนธรรมที่เป็นสาเหตุที่ทำให้คนในสังคมมักคิดว่า ม.รัฐดีกว่า ม.เอกชนน่ะ มันมีปัจจัยอะไร
พี่ว่านะในสมัยก่อนมันก็มีส่วน เพราะคนในสมัยนั้นเค้าได้ปฏิบัติแบบนี้ ทุกคนมุ่งแต่จะเข้าม.รัฐให้ได้ มันมีการแข่งขันกันสูง
ถ้าคิดตามหลักของดาลวินแล้ว คนที่เข้มแข็งที่สุดจะอยู่รอดใช่ไหม มันก็เหมือนกันนะ ใครเก่งกว่า ก็เข้าม.รัฐได้
คนที่เข้าไม่ได้ก็ไปอยู่ม.เอกชน

แล้ววัฒนธรรมการรับคนเข้าทำงานเค้าก็มองจากชื่อองค์กรหรือสถาบันใช่ไหม ?
คนที่รับคุณเข้าทำงานเขาไม่รู้นี่ว่า ม.เอกชนที่คุณจบมานั้นเค้ามีสื่อ หรือบุคลากรเป็นยังไง
เพราะว่า เขายึดตามค่านิยมสมัยเก่าที่เห็นว่าดี จึงยึดถือตามแต่แบบนั้น คนเรามักเป็นแบบนี้แหละ ทำตามแต่สิ่งที่เห็นว่าคนอื่นทำแล้วดี ไม่กล้าที่จะแตกต่างหรือแตกแยก
ค่านิยมเก่าๆที่อาจจะไม่จำเป็นสำหรับยุคสมัยนี้ มันจึงยังไม่หมดไป ถึงแม้บางคนจะบอกว่า เขาไม่ยึดติด แต่เชื่อเถอะ ความคิดแบบเก่าๆมันต้องมีสอดแทรกอยู่บ้างสักซอกหลืบใดหลืบหนึ่งของจิตนั่นแหละ

พี่ดีใจกับน้องนะที่คิดแบบนี้ได้ การไม่ยึดติดกับสิ่งเก่าๆ สามารถคิดได้ด้วยตัวเอง . . .ปรัชญาจึงเกิดไงคะ .. .

แต่ตัวพี่เองก็เป็นคนหนึ่งที่พูดไม่ได้เต็มปากเต็มคำว่า ไม่ยึดติด เพราะตัวพี่ก็ยังมีค่านิยมแบบนั้นอยู่เช่นกัน . . ..ไม่สามารถปล่อยวางหรือละเลยมันได้ ToT

 ส่วนใหญ่แล้ว ม.รัฐจะดีกว่าเอกชน ครับ ถ้าจะดูจาก คุณภาพจากบุคลากร ม.รัฐ จะถูกคัดสรร มาอย่างดี และ ถ้าจะดูด้าน นักศึกษา ที่เข้าเรียน ม.รัฐก็คัดสรรมาระดับหนึ่งแล้ว ดังนั้นโดยค่าเฉลี่ยแล้ว ม.รัฐ จะดีกว่า ม.เอกชนครับ
แต่ ก็อยู่ที่ตัวนักศึกษาแต่ละคน โดยเฉพาะเวลาทำงาน แต่ ม.รัฐ จะมีโอกาศมากกว่า ม.เอกชนในการทำงาน

แต่สุดท้ายแล้ว ความประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว ก็อยู่ที่ตัวท่านเอง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s